|
|
เมื่อนักเรียนไทยแบบวิธีวิจัยมีปัญหา
โดย
สุนทร วิทูสุรพจน์
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
1. บทนำ
จากประสบการณ์ตรงของการเป็นนักเรียนไทยซึ่งมาศึกษาต่อแบบวิธีวิจัยในต่างประเทศ ผู้เขียนเองพบว่ามีปัญหาหลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นระหว่างการศึกษานั้น มิได้ล้วนเป็นปัญหาเฉพาะ
ด้านวิชาการเท่านั้น หลาย ๆ ปัญหาเกิดขึ้นจากความแตกต่างทางด้าน วัฒนธรรม และระบบวิธี
การศึกษาที่แตกต่างกันระหว่างของไทยและของออสเตรเลีย ดังนั้น ข้อมูลที่จะได้นำเสนอต่อไป
จะได้กล่าวถึงปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ รวมถึงความเห็นและแนวทางที่พึงปฏิบัติซึ่งผู้เขียนเองได้
นำมาใช้อย่างได้ผลจึงคาดว่าเพื่อนนักเรียนไทยที่ศึกษาแบบวิธีวิจัยเช่นเดียวกัน จะได้รับประโยชน์
บ้างตามสมควร จากการนำไปปรับใช้ตามความเหมาะสมในกรณีที่เกิดปัญหาที่คล้ายคลึงกันใน
อนาคตอันใกล้นี้
2. ปัญหาที่เกี่ยวกับการใช้ภาษาอังกฤษ
ปัญหานี้ดูจะเป็นปัญหาอย่างสาหัสที่เกิดขึ้น สำหรับนักเรียนไทยแบบวิธีวิจัยจำนวนมาก
ในขณะที่เพิ่งจะเริ่มต้นการศึกษาใหม่ ๆ บ้าง จริงอยู่ที่แม้ว่าทักษะการใช้ภาษาอังกฤษที่จะอยู่ในขั้น
ที่ใช้ได้แล้ว แต่ก็ยังมีความจำเป็นบ้างที่จะต้องปรับตัว เพื่อให้มีความคุ้นเคยกับสำเนียง และสไตล์
การพูดของชาวออสเตรเลีย
2.1 การเพิ่มพูนทักษะการสนทนาภาษาอังกฤษ
แต่เป็นที่น่าประหลาดใจว่า การใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย
น่าจะเต็มไปด้วยโอกาสที่จะต้องใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวัน แต่ใน
ความเป็นจริงสำหรับนักเรียนไทยแบบวิธีวิจัยหลาย ๆ คนมิได้เป็นไปเช่นนั้น ด้วยสาเหตุจาก
เงื่อนจำกัดบางอย่าง เช่น จากครอบครัวที่โยกย้ายมาด้วยกันจากเมืองไทย เป็นต้น ดังนั้น
หลักการโดยรวม ๆ แล้ว การเพิ่มพูนทักษะภาษาอังกฤษที่ง่ายที่สุด ก็คือการแสวงหาโอกาส
ที่จะได้ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้นั่นเอง
ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะซื้อข้าวของบางอย่าง ผัก ผลไม้ หรือขนมปังจากซุปเปอร์
มาเก็ตเท่านั้น ก็อาจจะสลับเป็นการซื้อจากร้านค้าปลีก (Fruit shop/Grocery shop/Bakery shop)
เป็นครั้งคราวซึ่งราคาก็ไม่ได้แตกต่างกันมากแทน เพราะพนักงานขายของร้านนิยมที่จะทักทาย
และสนทนาเพื่อให้เกิดความเป็นกันเองกับลูกค้าเป็นปกติอยู่แล้ว
สำหรับประสบการณ์ของผู้เขียนเองในฐานะที่เป็นคนโสด การแสวงหาโอกาส
ที่จะได้ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน ทำได้สะดวกมากกว่าผู้มีครอบครัวติดตาม ขอยก
ตัวอย่างเช่น จากการเลือกที่อยู่อาศัย โดยในปีแรกที่เริ่มมาอยู่ในออสเตรเลีย เลือกที่จะพักอยู่
ในหอพักของทางมหาวิทยาลัย ซึ่งแวดล้อมไปด้วยนักศึกษาทั้งชาวออสเตรเลียและต่างชาติ
แม้ว่าราคาค่าเช่าจะแพงกว่าไม่มาก แต่ก็อยู่ในวิสัยที่ยอมรับได้โดยไม่ลำบากนัก ทั้งนี้ก็ด้วย
ความปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะพูดภาษาอังกฤษให้ได้คล่องจนเป็นปกตินิสัย จากนั้น
เมื่อเริ่มมีเพื่อนฝูงนักเรียนต่างชาติที่คบหา เฮฮา ด้วยภาษาอังกฤษจนสนิทสนมกันเป็นอย่างดี
แล้ว จึงได้ย้ายออกไปพักในบ้านพักแบบ Share Accommodation อยู่รวมกับครอบครัว
ชาวออสเตรเลียซึ่งมีราคาถูกกว่าแทน
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็ยังคบหามิตรสหายที่เป็นคนไทยอยู่หลายคน โดยมี
ความเห็นว่า ในฐานะที่เป็นคนไทย เพื่อนที่เป็นคนไทยนั้นจะทำให้เรามีความรู้สึกอบอุ่น
ไม่ได้ถูกโดดเดี่ยวโดยลำพังในดินแดงต่างชาติ ในบางครั้งเมื่อมีปัญหาบางอย่างที่ต้องการ
ความคิดเห็น หรือเป็นเพียงการระบายให้ใครสักคนได้รับรู้ การร่ายยาวเป็นภาษาไทยให้
เพื่อนคนไทยด้วยกันฟังดู เหมือนจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมและได้ดั่งใจมากที่สุด
แม้ว่าการคบหามิตรสหายที่เป็นนักเรียนไทยเป็นสิ่งที่ดี แต่มีนักเรียนไทย
จำนวนไม่น้อย ที่ใช้เวลาอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีหรือใช้การสื่อสารด้วยภาษาไทยเป็นส่วนมาก
ในชีวิตประจำวัน อย่างน่าประหลาดใจ เช่น การเลือกที่จะเกาะกลุ่มกับเพื่อนนักเรียนไทย
ด้วยกัน การดูวีดีโอละครหรือเทปรายการโทรทัศน์จากเมืองไทยค่อนข้างถี่บ่อย และคราวละ
มาก ๆ เป็นต้น องค์ประกอบแวดล้อมเหล่านี้ ต่างล้วนมีผลทำให้การเพิ่มพูนทักษะทางการ
พูดภาษาอังกฤษต้องใช้เวลามากขึ้นเช่นกัน
2.2 การเพิ่มพูนทักษะการเขียนภาษาอังกฤษ
สำหรับทักษะทางด้านการเขียนภาษาอังกฤษนั้น แม้ว่าเราจะมีความรู้พื้นฐาน
ทางไวยากรณ์ (Grammar and Syntax) มามากพอสมควรก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เน้นถึง
วิธีการเขียนในลักษณะแบบเรียงความเท่าที่ควร ฉะนั้น การเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับการเขียน
ในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่จำเป็น สำหรับนักเรียนแบบวิธีวิจัยอย่างมาก เนื่องจากจะต้องใช้
ค่อนข้างบ่อย สำหรับรายงานความก้าวหน้า (Progress or Annual Reports) บทความทางวิชาการ
ต่าง ๆ (Conference/Journal Papers) และวิทยานิพนธ์ (Thesis Writing)
สำหรับแนวการเขียนแบบเรียงความทางวิชการ ในลัษณะเช่นนี้อาจเรียกโดยรวม
ว่า Academic or Technical Writing สามารถค้นหาข้อมูลอ้างอิงเพื่อการศึกษาด้วยตนเอง ในหลาย ๆ ลักษณะ เช่น
- จากห้องสมุดของมหาวิทยาลัย โดยใช้คำหลักในการค้นหา (Key word)
เช่นตัวอย่างข้างต้น หรือจากรายการหนังสือต่อไปนี้
- Evans, D., 1995, How to write a better thesis or report.
Melbourne University Press.
- Eggins, S., 1994. An introduction to Functional Linguistics. Printer, London.
- Gerot, L., and Wignali., 1994, Making Sense of Functional Grammar. AEE.
- Murphy, R., 1991, Essential Grammar in Use. Cambridge University Press.
- จากอินเตอร์เน็ต โดยเริ่มต้นจากเวปไซต์ Search Engine ทั่วไป เช่น
www.google.com เป็นต้น
หรืออาจจะลองเข้าไปดูหรือดาวน์โหลดจากเวปเพจต่อไปนี้ (ลิงค์ที่หนึ่งและสองไม่สามารถเข้าถึงได้ เอกสารอาจจะถูกย้ายไปที่อื่น)
- How to Organize your Thesis :
- Armandos Paper Writing and Presentation Page :
- The Elements of Style :
- จาก Workshop ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งโดยปกติแล้ว มักจะจัดโดยหน่วยงานที่
เกี่ยวข้องของมหาวิทยาลัย สำหรับนักศึกษาแบบวิธีวิจัยเป็นประจำทุกปี ๆ ละหลายครั้ง
3. ปัญหาที่เกี่ยวกับการปฏิสัมพันธ์กับอาจารย์ที่ปรึกษา
ดูเหมือนว่าปัญหานี้ดูจะค่อนข้างหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นได้ยาก ทั้งนี้เนื่องจากโดยลักษณะการศึกษา
แบบวิธีวิจัยแล้ว อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ดูจะเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพล และมีบทบาทอย่างสูงสุดต่องานวิจัยในวิทยานิพนธ์ อย่างไรก็ตาม เพื่อความชัดเจน ใคร่ขอสรุปเพียงคำแนะนำสำหรับเพื่อนนักเรียนไทย
ดังต่อไปนี้
3.1 ควรจะได้มีการสอบถามอาจารย์ที่ปรึกษา ถึงลักษณะหรือรูปแบบของการทำงานที่อาจารย์
ที่ปรึกษาคาดหวัง หรือต้องการให้ปฏิบัติในบางประเด็น เช่นว่า
- ความบ่อยในการพบเพื่อปรึกษางานวิทยานิพนธ์ เช่นว่า อย่างน้อย 1 ครั้ง ต่อเดือน หรือทุก ๆ
สองสัปดาห์ เป็นต้น
- ในบางกรณีที่ต้องการนัดหมายเพิ่มเติม ต้องการใช้วิธีการอย่างไร? เช่น โทรศัพท์ หรือ
ทางอีเมล์ เป็นต้น
- การยืนยันการนัดหมาย ต้องกระทำอีกทุกครั้งล่วงหน้าก่อนวันนัดหมายจริงหรือไม่?
- ลักษณะของรายงานขนาดสั้น เช่นว่า One-page Brief Report ที่ต้องการให้จัดเตรียม
ล่วงหน้าในการปรึกษาแต่ละครั้ง ควรจะมีรูปแบบเช่นใด และต้องการให้จัดส่งล่วงหน้าก่อนวัน
นัดหมาย?
แม้ว่ารายละเอียดต่าง ๆ แม้ว่าจะดูไม่สำคัญนัก แต่แท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ควรจะต้องสอบถามจากอาจารย์
ที่ปรึกษา ให้ชัดเจนเสียตั้งแต่ระยะเริ่มต้นงานวิทยานิพนธ์ ไม่ควรที่จะพยายามคิด หรือสรุปเอาเอง ทั้งนี้
เนื่องจากว่า คำว่า ความเหมาะสม ของอาจารย์ที่ปรึกษาแต่ละคน สามารถแตกต่างกันได้อย่างมาก
ยกตัวอย่างจากกรณีของตัวผู้เขียนเอง ซึ่งมีอาจารย์ที่ปรึกษาสองคน คนหนึ่งเป็นชาวออสเตรเลีย-คอเคเซียน
แต่อีกคนเป็นออสเตรเลีย-เอเซียน ทั้งสองคนนี้มีรูปแบบวิธีการทำงานที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
3.2 ควรให้ความระมัดระวังในเรื่องของภาษาอังกฤษ ถ้าหากว่าทั้งคำถามและคำอธิบายของ
อาจารย์ที่ปรึกษาไม่ชัดเจน หรือไม่ค่อยเข้าใจนัก ควรที่จะถามกลับในทันที เช่นว่า ขอให้อธิบายอีก
ครั้งหนึ่ง หรืออาจจะถามเชิงสรุปว่าเนื้อความที่เพิ่งอธิบายมีความหมายในลักษณะเช่นนี้ใช่หรือไม่
ไม่ควรที่จะคิดว่าเป็นการเสียเหลี่ยม หรืออาจจะสร้างความรำคาญให้กับอาจารย์ที่ปรึกษา หลายครั้ง
ที่ผู้เขียนพบว่าการถามกลับในลักษณะข้างต้น ช่วยทำให้ผู้เขียนเข้าใจประเด็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพราะ
อาจารย์ที่ปรึกษาจะเปลี่ยนวิธีการอธิบายในลักษณะอื่น ๆ ที่ลดระดับของความซับซ้อนลง โดยอาจจะ
มีการวาดแผนภาพประกอบแทน เป็นต้น ขอสรุปง่าย ๆ เพียงว่าการทำกริยาว่าเข้าใจ โดยปราศจาก
ความจริงนั้น นอกจากจะทำให้อาจารย์ที่ปรึกษามีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในตัวเราแล้ว ยังอาจจะ
ส่งผลในเชิงลบต่องานวิทยานิพนธ์ในอนาคตได้ในบางครั้ง
3.3 หากคิดว่าการอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ ในแนวความคิดหรือเนื้อหาวิชาการที่จะสนทนา
เป็นบางครั้ง ค่อนข้างซับซ้อนก็ควรที่จะให้ความพิถีพิถันในการเตรียมรายงาน เพื่อมอบให้อาจารย์
ที่ปรึกษาได้อ่านระหว่างการสนทนาก็จะเป็นการดี และจะเหมาะสมมากยิ่งขึ้น หากว่าจะพยายาม
อธิบายโดยใช้การวาดรูป หรือแผนภาพ เพราะจะใช้เวลาสั้นมากขึ้นในการทำความเข้าใจ
3.4 เมื่อใกล้สิ้นสุดการสนทนาแต่ละครั้ง หากเป็นได้ควรทำการสรุปความทุกครั้ง เพื่อให้
แน่ใจว่าสิ่งที่เราเข้าใจ และสิ่งที่เราจะต้องทำต่อไปนั้น ตรง และสอดคล้องกับสิ่งที่ได้สนทนากัน
ข้อแนะนำนี้เกิดขึ้นจากประสบการณ์ของผู้เขียนเอง และจากการสอบถามอาจารย์ที่ปรึกษาเอง
ก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีคล้าย ๆ กับจะเป็นการตรวจทาน (Double check) กันนั่นเอง
3.5 หากมีปัญหาเรื้อรังกับอาจารย์ที่ปรึกษา ไม่ว่าด้วยเหตุผลกลใดก็ตาม หากได้พยายาม
แก้ไขปัญหาแล้ว แต่ยังเห็นว่าไม่สามารถที่จะทำงานร่วมกันได้ต่อไปแล้ว ไม่ควรที่จะดันทุรังใช้
เวลาซื้อความขัดแย้ง เนื่องจากจะไม่เป็นผลดีต่อตัวนักเรียนเอง มากกว่าจะมีผลกระทบต่ออาจารย์
ที่ปรึกษา สิ่งที่ควรทำก็คือศึกษาจาก คู่มือการศึกษา ว่า ในกรณีเช่นว่านี้ควรจะรายงานให้ใครทราบ
เช่น อาจจะเป็นคณะกรรมการวิจัยประจำของคณะ หรือโรงเรียน (Research Committee) เพื่อหาทาง
แก้ไขปัญหาต่อไป รวมทั้งแจ้งให้สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทยฯ ได้รับทราบต่อไป พึงระลึกไว้เสมอว่า
เรื่องความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างนักเรียน วิธีวิจัยกับอาจารย์ที่ปรึกษานั้น ไม่มีใครจะรับทราบได้เลย
ถ้าหากไม่มีการแจ้งให้องค์กรที่เกี่ยวข้องทราบ ดังนั้น โปรดรักษาสิทธิที่พึงมี อย่าลังเลที่จะดำเนินการ
และอย่าวิตกกังวลเกินไป เนื่องจากว่ากรณีขัดแย้งนี้ของเรานี้ไม่ได้เป็นรายแรกของมหาวิทยาลัยฯ
แต่ประการใด
4. บทส่งท้าย
ปัญหาหลาย ๆ เรื่องของการศึกษาแบบวิธีวิจัยนั้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นปัญหาแต่เฉพาะเพียง
ในระยะเริ่มต้นของการศึกษา หากนักเรียนได้เรียนรู้ และปรับตัวให้เข้ากับระบบสักระยะหนึ่งแล้ว
สิ่งเหล่านี้ก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป แต่สำหรับปัญหาที่แท้จริงที่ทำให้นักศึกษาไม่สำเร็จการศึกษานั้น
มีเหตุหลักอยู่ที่การขัดแย้งทางความคิด จนไม่อาจจะร่วมทำงานกับอาจารย์ที่ปรึกษาได้ ผู้เขียนมีความ
เชื่อว่า ระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ในประเทศไทยนั้น ไม่ได้สอนคลอบคลุมถึงการศึกษาแบบวิจัย ดังนั้น
มีความเป็นไปได้อย่างมากที่นักเรียนไทยอาจจะประสบปัญหา เฉกเช่นเดียวกับเมื่อครั้งผู้เขียนเริ่มต้น
มาศึกษาที่ประเทศออสเตรเลีย หลายครั้งที่ผู้เขียนเตรียมงานอย่างดีเพื่อนำเสนอ แต่ปรากฏว่า อาจารย์
ที่ปรึกษา บอกว่าไม่เห็นมีอะไรพิเศษเลย หลายครั้งที่ผู้เขียนพยายามสรุปประเด็นอย่างกระชับ และ
เร่งรีบ เนื่องจากถึงเวลานัดที่จะต้องรายงานความก้าวหน้า อาจารย์ที่ปรึกษา กลับให้คำชม และยัง
สามารถหยิบประเด็นสำหรับงานวิทยานิพนธ์ได้อย่างน่าสนใจ ผู้เขียนพยายามทำความเข้าใจในความแตกต่างจากมุมมองของนักวิจัยเหล่านี้ ด้วยความพยายามอย่างเต็มที่ แม้ว่าจะเกิดความอ่อนล้า
ก็หลายครั้ง แต่ในที่สุดก็ไม่ได้เป็นปัญหาของผู้เขียนอีกต่อไป
ผู้เขียนเองขอเป็นกำลังใจให้กับเพื่อนนักเรียนไทย ให้บรรลุถึงความสำเร็จในงาน
วิจัยวิทยานิพนธ์ที่ได้ตั้งเป้าประสงค์ไว้
อิทธิบาท 4 (หัวใจนักศึกษา)
| ฉันทะ | พอใจในสิ่งที่ตนเองทำ / ศึกษา |
| วิริยะ | เพียรเพื่อให้บรรลุสิ่งที่ต้องการ |
| จิตตะ | มุ่งมั่นในสิ่งที่ตนเองต้องการ |
| วิมังสา | ไตร่ตรอง เพื่อให้บรรลุสิ่งที่หวัง |
| |
|
Best view with Internet Explorer 5.5, 800 x 600 resolution or more.
© 2003 Office of Educational Affairs, Australia. Last modified April 2nd, 2003.
Webmaster : Lachana Inchaiwong
|